E-Marketing Blog

WordPress & Online Business Story

Archive for the ‘Travel’ Category

เผยรายชื่อ 10 พิพิธภัณฑ์ ช็อกโกแลต ที่ดีที่สุดในโลก

สนใจ ทัวร์ต่างประเทศ เชิญได้ที่ etravelway

เผยรายชื่อ 10 พิพิธภัณฑ์ ช็อกโกแลต ที่ดีที่สุดในโลก


เผยรายชื่อ 10 พิพิธภัณฑ์ช็อกโกแลตที่ดีที่สุดในโลก (มติชนออนไลน์)

สำหรับผู้ที่ชอบท่องเที่ยวไปพร้อมกับคนรักและช็อกโกแลตแท่งโตอันหวานฉ่ำ จุดหมายหนึ่งในการเดินทางของพวกเขาก็น่าจะเป็นพิพิธภัณฑ์ช็อกโกแลต ล่าสุด virtualtourist.com ได้จัดอันดับพิพิธภัณฑ์ช็อกโกแลตสิบแห่งที่ดีที่สุดในโลก ซึ่งมีรายชื่อดังต่อไปนี้


1. พิพิธภัณธ์ช็อกโกแลตโคโลญจน์ เมืองโคโลญจน์ ประเทศเยอรมนี

นอกจากอาคารรูปลักษณ์ทันสมัยของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ซึ่งตั้งอยู่ริมแม่น้ำไรน์ จะจัดแสดงประวัติศาสตร์ความเป็นมาของช็อกโกแลตแล้ว สิ่งที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งของพิพิธภัณฑ์ก็คือ น้ำพุเทียมซึ่งเจ้าหน้าที่พิพิธภัณฑ์จะคอยจุ่มขนมอบวาฟเฟิลลงไปในน้ำพุ ช็อกโกแลตเหลวร้อนเพื่อยั่วน้ำลายบรรดาผู้เข้าเยี่ยมชม

2. Musee les Secrets du Chocolat เมืองแชสโปลแช็ง ประเทศฝรั่งเศส

พิพิธภัณฑ์หรูหราที่มีทั้งโรงละคร ห้องดื่มน้ำชา และร้านขายของที่ระลึก ซึ่งขายเส้นพาสต้า, น้ำส้มสายชู, เบียร์ และของแต่งบ้านสไตล์โบราณวัตถุ ที่ล้วนแล้วแต่ทำขึ้นมาจากช็อกโกแลตทั้งสิ้น

3. แพนนีส์ อะเมซิ่ง เวิล์ด ออฟ ช็อกโกแลต เมืองวิคตอเรีย ประเทศแคนาดา

สถานที่ที่มีทั้งรูปปั้นเดวิด ภาพจิตรกรรมฝาผนัง และเมืองจำลอง ซึ่งสร้างขึ้นจากช็อกโกแลต

4. พิพิธภัณฑ์ช็อกโกแลต ช็อกโก-สตอรี่ เมืองบรูจส์ ประเทศเบลเยี่ยม

พิพิธภัณฑ์แห่งนี้มีส่วนจัดแสดงที่สำคัญ 2 ส่วน ส่วนแรกเป็นการแสดงให้เห็นถึงผลประโยชน์ที่มีต่อสุขภาพของช็อกโกแลต ส่วนที่สองเป็นส่วนจัดแสดงกระป๋องบรรจุช็อกโกแลตรูปทรงแปลกตา เพื่อถวายเป็นเกียรติยศแด่พระบรมวงศานุวงศ์เบลเยี่ยม

5. Museu de la Xocolata เมืองบาร์เซโลนา ประเทศสเปน

ผลงานประติมากรรมในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ ซึ่งมีตั้งแต่งานที่สะท้อนประเด็นเคร่งเครียดทางศาสนาเรื่อยไปจนถึงตัว การ์ตูนรูปลักษณ์แปลกประหลาด ล้วนแล้วแต่มีความงดงามน่าประทับใจ จนผู้เข้าชมแทบจะลืมเลือนไปเลยว่ามันถูกสร้างขึ้นมาจากช็อกโกแลต

6. พิพิธภัณฑ์ช็อกโกแลต เมืองนิว บรันสวิค ประเทศแคนาดา

พิพิธภัณฑ์แห่งนี้สร้างขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่พี่น้องตระกูลกาน็อง ผู้ผลิตช็อกโกแลตในย่านนี้ที่แนะนำให้ชาวโลกได้รู้จักกับกล่องช็อกโกแลตรูป ทรงหัวใจอันโดดเด่น ซึ่งแน่นอนว่ากล่องช็อกโกแลตรูปแบบดังกล่าวต้องถูกนำมาจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ ด้วย

7. พิพิธภัณฑ์ช็อกโกแลต ช็อกโก-สตอรี่ กรุงปราก ประเทศสาธารณรัฐเช็ก

สถานที่แห่งนี้ถือเป็นงานเฉลิมฉลองอันยิ่งใหญ่ต่อสายตาของผู้เยี่ยมชม ซึ่งจัดแสดงทั้งกระดาษหีบห่อบรรจุช็อกโกแลตในยุคโบราณอันน่าตื่นตาตื่นใจ และการสาธิตกระบวนการผลิตช็อกโกแลต

8. พิพิธภัณฑ์แคนดี้ อเมริกานา บริษัทวิลเบอร์ ช็อกโกแลต มลรัฐเพนซิลวาเนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา

เริ่มจากการที่ภรรยาของประธานบริษัทชอบเก็บสะสมบรรดาของที่ระลึกซึ่งมีความ ข้องเกี่ยวกับช็อกโกแลต มาจนถึงบัดนี้ เป็นเวลา 30 ปีแล้ว ที่พิพิธภัณฑ์ซึ่งจัดแสดงของสะสมดังกล่าวเปิดดำเนินการโดยไม่เก็บค่าเข้าชม

9. พิพิธภัณฑ์ช็อกโกแลต เกาะเจจู ประเทศเกาหลีใต้

สิ่งน่าสนใจในพิพิธภัณฑ์หนึ่งเดียวจากทวีปเอเชียแห่งนี้ ได้แก่ เวิร์คช็อปสอนทำช็อกโกแลต, ห้องจัดแสดงผลงานศิลปะที่ทำจากช็อกโกแลตอันน่าประทับใจ และการให้บริการผู้เยี่ยมชมด้วยรถโดยสารสไตล์ซานฟรานซิสโก

10. พิพิธภัณฑ์ช็อกโกแลตเนสท์เล่ กรุงเม็กซิโกซิตี้ ประเทศเม็กซิโก

ดูเหมือนสิ่งที่ดึงดูดใจผู้คนมากที่สุดเกี่ยวกับพิพิธภัณฑ์แห่งนี้จะไม่ใช่ เรื่องของช็อกโกแลต แต่กลับเป็นอาคารพิพิธภัณฑ์อันมีรูปลักษณ์ทันสมัยเก๋ไก๋เป็นอย่างยิ่ง แถมอาคารแห่งนี้ยังถูกก่อสร้างเสร็จสิ้นภายในเวลาอันรวดเร็ว คือ เพียงแค่ 75 วันเท่านั้น

อ่าวใบลาน : เกาะช้าง

http://61.19.236.136/tourrist/images/%E0%B8%AD%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B9%83%E0%B8%9A%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%99(%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%B0%E0%B8%8A%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%87)1.jpg

อ่าวใบลาน อยู่ถัดขึ้นไปจากหาดไก่แบ้มีทางเท้าตัดผ่านภูเขาใช้เวลาเดินเท้าจากหาดไก่ แบ้ประมาณ 1 ชั่วโมง ระหว่างทางสามารถมองเห็นทัศนียภาพที่สวยงามของทิวเขา อ่าวใบลานมีลักษณะเป็นหาดทรายยาวเงียบสงบเหมาะแก่การเล่นน้ำ และพักผ่อน เกาะช้าง

ไม่มีเพียงมนตราที่ ลังกาวี

สนใจ ทัวร์ต่างประเทศ เชิญได้ที่ etravelway

ลังกาวี

ลังกาวี

ไม่มีเพียงมนตราที่ ลังกาวี (กรุงเทพธุรกิจ)
โดย : ชัยณรงค์ กิตินารถอินทราณี

คำ สาปมะห์ซูรี เครื่องหมายการค้า ที่ทำให้ลังกาวีกลายเป็นที่จดจำของนักท่องเที่ยว แต่ที่จริง เกาะแห่งนี้ยังมีนิยายปรัมปราอีกเป็นกระบุง

ว่ากันว่าประวัติศาสตร์เบื้องต้น ที่มนุษย์เราบันทึกฝากต่อกันมา ตั้งแต่ก่อนจะทำความรู้จักกับตัวอักษรก็คือ เรื่องเล่า  แต่ละสภาพการณ์แปรเปลี่ยนเป็นเรื่องราวร้อยพัน ที่สร้างความอัศจรรย์ใจให้แก่คนรุ่นหลังไม่รู้จบ ยิ่งเมื่อตำนานเกิดขึ้นมาพร้อมกับความศักดิ์สิทธิ์

เหมือนกับโศกนาฏกรรม “ต้องคำสาป” ของ พระนางเลือดขาวที่เล่าขานสืบมายาวนานถึง 7 ชั่วอายุคน น้ำหนักความเชื่อของชาวลังกาวีจึง อยู่ที่ 100 เปอร์เซ็นต์ อย่างหมดข้อกังขา ภาพหยดเลือดสีขาวที่ค่อยๆ หลั่งรินจากร่างของหญิงสาวผู้ถูกป้ายสีมักปรากฏอยู่ด้วยแทบทุกครั้งเมื่อพูด ถึง “ลังกาวี” หมู่เกาะฟากตะวันตกเฉียงเหนือแห่งคาบสมุทรมาเลเซีย

อากาศครึ้มฟ้าครึ้มฝน พอบวกลบกับคลื่นลมบนดาดฟ้าเรือเฟอร์รี่ที่กำลังแล่นผ่านเกาะตะรุเตาเข้าสู่ น่านน้ำสากล นอกจากจะทำให้จังหวะหัวใจเต้นถี่ผิดปกติแล้ว ยังทำให้ใครบางคนออกอาการ “เมา” เล็กน้อย ฟ้าที่เคยใสเปลี่ยนสีให้เสียวใจเล่นอย่างนี้ ก็ยิ่งสร้างความกังวลให้แก่ผู้มาเยือนครั้งแรกเป็นธรรมดา กว่าจะปรับตัวให้เข้ากับจังหวะท้องเรือกระแทกผิวน้ำตลอด หนึ่งชั่วโมงของการเดินทางจากท่าเรือตำมะลัง จ.สตูล เราก็เดินทางมาถึงท่าเทียบเรือกัวห์บนเกาะลังกาวีเสียแล้ว

เยือน… หมู่เกาะแห่งตำนาน

เกาะลังกาวี หรือ ไทรบุรี ปัจจุบันอยู่ในรัฐเกดะห์ ของมาเลเซีย นับเป็นเกาะพี่เกาะน้องกับเกาะตะรุเตาของไทย เพราะอยู่ห่างกันประมาณ 8 กิโลเมตรเท่านั้น ชาวไทยที่อยู่แถบนี้และชาวลังกาวีจึง เกี่ยวดองเป็นเครือญาติกัน ไม่ต่างจากแนวชายแดนฟากอื่น วัฒนธรรม ประเพณี วิถีชีวิตแทบไม่ต้องปรับอะไรมากนอกจากเข็มสั้นเข็มยาวที่อยู่บนหน้าปัด นาฬิกา เพราะไทยจะช้ากว่ามาเลย์ 1 ชั่วโมง

ลังกาวี

หลังขึ้นจาก ท่าเรือกัวห์ สิ่งแรกที่จะสังเกตเห็นได้ขณะลากกระเป๋าผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองก็คือ นกอินทรียักษ์ที่อยู่ตรง จัตุรัสนกอินทรี หรือ ดาตารันลัง (Dataran Lang) สัญลักษณ์ของลังกาวีที่ตั้งอยู่ริมทะเลคอยต้อนรับผู้มาเยือน ตาม ตำนานเล่าว่า “ลังกาวี” มาจากนกอินทรี หรือ “เฮอลัง” ในภาษามาเลย์ ส่วนคำว่า “กาวี” หมายถึง สีน้ำตาลแกมแดง ดังนั้น ลังกาวี จึงหมายถึง นกอินทรีสีน้ำตาลแกมแดง นั่นเอง

หากสังเกตให้ดีที่ตัวรูปปั้นเราจะพบว่า นกตัวนี้หันหน้าไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ สู่นครเมกกะ ประเทศซาอุดีอาระเบีย ศูนย์กลางของศาสนาอิสลาม ในขณะที่นกอินทรีของดินแดนมุสลิมอื่นๆ จะหันหน้าไปทางทิศตะวันออก เพื่อบ่งบอกถึงความเจริญรุ่งเรืองของพื้นที่นั้นๆ

ตลอดเวลาที่ผ่านมา “คำสาปมะห์ซูรี” ถือเป็นเครื่องหมายการค้าสำคัญที่ทำให้ ลังกาวี กลายเป็นที่จดจำของนักท่องเที่ยว (โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวไทย) เมื่อพูดถึงที่นี่คำสาปของพระนางก็จะปรากฏขึ้นเคียงคู่เสมอ

แต่ใครจะรู้ อันที่จริงเกาะนกอินทรีแห่งนี้ยังอุดมไปด้วยนิยายปรัมปราที่เล่าลือสืบต่อ กันมาแต่โบราณอีกเป็นกระบุง เรื่องของนกยักษ์ นักรบผู้กล้าหาญ นางฟ้า รวมถึงการสู้รบ และความรักที่น่าประทับใจ ชนิดฟังกัน 3 วัน 3 คืนไม่จบ

จากข้อมูลของ ประวิทย์ เยี่ยมสิริวุฒิ มัคคุเทศก์ประจำทริปทำให้เรารู้ว่า ปัจจุบัน ลังกาวีประกอบ ไปด้วยหมู่เกาะ 99 เกาะจากเดิม 104 เกาะ เพราะบางเกาะถูกน้ำท่วมจมหายไป มีพื้นที่ 470 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 50,000 เอเคอร์ ที่นี่มีภูเขาสำคัญอยู่ 3 ลูกทอดตัวไปทางด้านตะวันตกเฉียงใต้ของเกาะคือ กูนุง มะจิงจัง, กูนุง ซาบา และกูนุง ลายา

ภูเขาทั้งสามมีตำนานเล่าถึงยักษ์สองตนที่อาศัยอยู่บนเกาะ คือ ยักษ์ลายา และยักษ์มะจิงจัง วันหนึ่งยักษ์สองตนนี้เกิดทะเลาะกันขึ้นมา จนทำให้หม้อน้ำแกงของชาวบ้านหก จึงกลายเป็นที่มาของ เมืองกัวห์ (Kuah - ภาษามลายูแปลว่า น้ำแกง) ในปัจจุบัน เมื่อชาวบ้านได้รับความเดือดร้อนจึงพากันไปบอกเทวดา เมื่อเทวดารู้เรื่องก็โกรธ สาปให้ยักษ์ทั้งสองกลายเป็นภูเขาลายาและภูเขามะจิงจัง โดยเนรมิตให้มีภูเขาซาบา (ในภาษามลายูแปลว่า ห้าม) คั่นตรงกลางเพื่อไม่ให้ยักษ์ทั้งสองเห็นกัน ในเวลาต่อมา ยักษ์มะจิงจังเกิดสำนึกผิดอยากกลับมาเป็นยักษ์เหมือนเดิมแต่ไม่ได้รับอนุญาต ก็เสียใจร้องไห้ออกมาเป็น น้ำตกเตอลาก้า ตูโจ๊ะ หรือ น้ำตกเจ็ดบ่อ ที่สายน้ำไหลตกลงมานั้นต้องผ่านสระน้ำธรรมชาติ 7 แห่งในผืนป่า และยังมีบางตำนานเล่าว่า ที่น้ำตกแห่งนี้ในอดีตเหล่านางฟ้าเคยมาเล่นน้ำอยู่เป็นประจำด้วย

หลังเรื่องเล่าบนแผ่นดินใหญ่ ห่างออกไปจากลังกาวี 15 นาทีด้วยสปีดโบ๊ท ก็จะพบ เกาะดายังบุนติง หรือเกาะนางรำผู้มีความสวยงาม ที่มีตำนาน “ขึ้นชื่อ” ไม่แพ้กัน เกาะนางรำนี้มีเรื่องเล่าอยู่ว่า มีนางรำคนหนึ่งในราชวังมีความสัมพันธ์กับพระราชา สมัยนั้นชาวบ้านกับพระราชาไม่สามารถจะอยู่ด้วยกันได้ ขณะที่เธอตั้งครรภ์อยู่ได้ถูกขับไล่มาบนเกาะนี้ เธอจึงเสียใจคิดฆ่าตัวตายโดยอธิษฐานไว้ว่า หากใครไม่มีลูกถ้ามาที่นี่ตักน้ำดื่ม กลับไปแล้วจะสมหวัง จากนั้นก็จบชีวิตตัวเองลงที่ก้นสระ บริเวณนั้นจึงกลายเป็นวังน้ำจืดที่รายรอบไปด้วยน้ำเค็ม มีอาณาเขตประมาณ 2 เมตร ซึ่งยังคงมีอยู่ถึงทุกวันนี้

ตำนานอันหลากหลายเหล่านี้ถือเป็นเครื่องยืนยันได้เป็นอย่างดีว่า แม้จะต่างภาษา แต่แนวคิด คติความเชื่อตามแบบฉบับของผู้คนแห่งดินแดนอุษาคเนย์ ไม่ได้คัดแยกความเป็นคนถิ่นเดียวกันออกไปได้เลยสักนิด

“มนต์เขมรเป็นยังไง ที่นี่ก็เป็นอย่างนั้นล่ะครับ” ไกด์หนุ่มเปรียบเปรย

ลังกาวี

เยี่ยม… พิพิธภัณฑ์นายกฯ

หลังจากโดน “มนต์มะห์ซูรี” เชื้อเชิญให้มาเยือนถึงลังกาวีถ้า จะให้เอาแต่รื้อค้นตำนาน นั่งควานคำตอบให้กับความสงสัยต่างๆ นานาเกี่ยวกับตัวพระนางเองก็คงใช่ที่ เพราะมีหลายเสียงคอย “การันตี” ถึงความเป็นเมืองท่องเที่ยวแบบครบวงจรของลังกาวีที่ “มีดี” อยู่ไม่น้อย

การท่องเที่ยวในลังกาวีนั้น หากเป็นนักท่องเที่ยว (รวมทั้งคนไทย) ส่วนใหญ่จะมีอยู่คร่าวๆ 2 แบบ คือ เที่ยวเมือง และเที่ยวเกาะ โดยทางการมาเลเซียมีการจัดการแหล่งท่องเที่ยวและกิจกรรมให้กระจายอยู่โดยรอบ เกาะ เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้ใช้เวลาให้นานที่สุด คนท้องถิ่นก็ไม่ต้องย้ายไปกระจุกตัวรวมกัน  ซึ่งถือเป็นกุศโลบายที่มีประสิทธิภาพอย่างหนึ่งของ ดร.มหาธีร์  โมฮัมหมัด อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ต้องการยกระดับลังกาวีให้เป็นเมืองท่องเที่ยวระดับโลกอย่างแท้จริง

ประวิทย์ แนะนำว่า ถ้าต้องการเที่ยวให้สนุก คุ้มค่า และมีประสิทธิภาพ (!!?) ควรสำรวจรสนิยมการท่องเที่ยวของตัวเองให้เรียบร้อยเสียก่อน เพราะจะได้จัดโปรแกรมเดินทางได้ตรงใจที่สุด แต่ในกรณีมากับ “ทัวร์ยกแก๊ง” คงต้องเว้นช่องไฟไว้ในฐานที่เข้าใจ

แลนด์มาร์คของการ “เที่ยวเมือง” จะมีอยู่ 4 จุดใหญ่ คือ พิพิธภัณฑ์นายกฯ มหาธีร์ โลกใต้ทะเล กระเช้าลอยฟ้า และบ้านพระนางมะห์ซูรี ส่วน เที่ยวเกาะนั้นจะเป็นลักษณะการนั่งเรือสปีดโบ๊ทไปเที่ยวตามเกาะเล็กเกาะ น้อยต่างๆ มีวังน้ำจืดที่เกาะดายังบุงติง และการโชว์ให้อาหารปลาฉลามที่เกาะโกลาปายัก เป็นตัวชูโรง มีเวลาเที่ยวมาตรฐานอยู่ที่ 2 วัน 1 คืน หรือแล้วแต่ความสะดวกของแต่ละคน

“คนไทยส่วนใหญ่ที่มาเที่ยวจะมีโปรแกรมการชอปปิงพ่วงตลอดครับ เพราะที่นี่จะปลอดภาษีกันทั้งเกาะ บางกรุ๊ปครึ่งชั่วโมงก็ยังแวะเลย” เขากระซิบถึง “ธรรมชาติ” ของกรุ๊ปทัวร์ไทยที่มักบรรจุ ตลาดกัวห์ ลงในโปรแกรมหลักของทริปเสมอ จริงอย่างที่เขาว่า เพราะคนไทยรักการชอปปิงไม่แพ้ชาติใดในโลกอยู่แล้ว

ข้อแนะนำสำหรับคนเวลาน้อยจึงอยู่ที่โปรแกรมซิตี้ทัวร์ เริ่มต้นที่ แกลลอรี เปอร์ดานา หรือ พิพิธภัณฑ์นายก อยู่ห่างจากตัวเมืองกัวห์ประมาณ 10 กิโลเมตร เป็นพิพิธภัณฑ์ที่รวบรวมของขวัญของกำนัลและรางวัลต่างๆ อาทิเช่น เครื่องแก้วเจียระไน หนังสัตว์ เครื่องเซรามิค เครื่องดนตรี ศิลปะอิสลาม เครื่องสลัก ผ้า อาวุธ รถยนต์ จำนวนมากกว่า 2,500 ชนิด ที่ ดร.มหาธีร์ ได้รับมาสมัยยังดำรงตำแหน่งนายกฯ มาเลเซีย จัดแสดงไว้ในอาคาร 2 ชั้น 3 คูหาเชื่อมต่อกัน โดยเปิดให้เข้าชม 10.00-17.00 น.ทุกวัน คิดค่าเข้าชม ผู้ใหญ่ 3 ริงกิต เด็ก 1 ริงกิต (ต้องเสียค่าถ่ายรูป ภาพนิ่ง 2 ริงกิต วีดิโอ 5 ริงกิต)

ลังกาวี

ไฮไลท์ของพิพิธภัณฑ์นอกจากจะอยู่ที่ข้าวของเครื่องใช้ที่จัดเป็น นิทรรศการหมุนเวียนเปลี่ยนทุกอาทิตย์แล้ว ยังมี “ทีเด็ด” อยู่ที่รูปแบบสถาปัตยกรรมหลังคาอาคารเป็นลักษณะโดมที่ถอดแบบอียิปต์สไตล์ มาสร้างอย่างหมดจด ที่สำคัญยังเป็นงานแกะมือทั้งหมด โดยเฉพาะที่โดมอาคารหลังแรกถึงกับมีคำเปรียบเปรยไว้ว่า หากใครจินตนาการถึงความสวยงามบนสรวงสวรรค์ไม่ออก ให้มาที่นี่แล้วจะได้เห็น

“ว่ากันว่าถ้าใครได้มานอนแหงนหน้าขึ้นมอง แล้วมีหนี้สินท่วมหัว หนี้สินจะหายไปหมดเลยครับ” มัคคุเทศก์คนเดิมเผย “ทริค”

ไม่ทันขาดคำ ที่ยืนๆ กันอยู่เต็มพรมก็พากันนอนราบอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย

“แต่ว่ามีข้อแม้นะครับว่า หลังจากที่ตื่นขึ้นมาหนี้สินจะกลับมาเหมือนเดิม แถมจะเพิ่มเป็น 2 เท่า”

ไม่ทันขาดคำ… พากันลุกขึ้นแทบไม่ทันเหมือนกัน (ฮา)

ยล…โฉมมะห์ซูรี

หอมปากหอมคอจากพิพิธภัณฑ์นายกฯ ใช้เวลาไม่เกิน 20 นาทีก็มาถึงแลนด์มาร์คแหล่งที่ 2 ลังกาวี เคเบิลคาร์ (Langkawi Cable Car) ที่ขึ้นชื่อว่าสูงที่สุดและสวยที่สุด ตั้งอยู่ทางตะวันตกของเกาะ โดยสถานีเคเบิลคาร์ จะอยู่ในส่วน โอเรียนทัล วิลเลจ เคเบิลคาร์ (Oriental Village Cable Car) ขึ้นสู่ยอดเขา โดยจะต้องต่อกระเช้า 2 ช่วงเพื่อขึ้นถึงจุดสูงสุด จำกัดจำนวนกระเช้าละไม่เกิน 6 คน ว่ากันว่า ถ้าสภาพอากาศดีๆ อาจจะมองเห็นไปได้ถึงหมู่เกาะอาดังราวี และทิวทัศน์ของเกาะลังกาวีทั้งหมด

ถึงโชคจะไม่เข้าข้าง ฟ้าติดหมอกเสียเป็นส่วนใหญ่ แต่ความสูงกว่า 710 เมตรเหนือระดับน้ำทะเลก็เผยความเขียวชอุ่ม และน้ำตาของยักษ์ในตำนานตามแนวเทือกเขามะจิงจัง รวมทั้งความ “เสียว” ระดับทำให้หัวใจหวิวได้เมื่อกระเช้าลอยเคว้งอยู่กลางอากาศ

ขณะที่ อควาเรียม ของลังกาวี (Under water world) ที่ชายหาดปันได เซอนัง นั้น ก็สร้างความตื่นตาตื่นใจไม่แพ้กัน กับสิ่งมีชีวิตใต้น้ำที่มีมากกว่า 5,000 ชนิด แสดงไว้ในถังกระจกกว่า 100 ถังเรียงรายกันอยู่ตลอดความยาว 15 เมตรของอุโมงค์

สำหรับโปรแกรมปิดท้ายที่แหล่งท่องเที่ยวระดับ “แม่เหล็ก” อย่าง บ้านพระนางมะห์ซูรี เป็นที่รู้กันดีว่า หากใครมาลังกาวีแล้ว ไม่ได้มาเคารพหลุมฝังศพพระนางเลือดขาวก็เท่ากับยังมาไม่ถึง ที่ นี่นอกจากจะมีสุสานของพระนางมะห์ซูรี ใต้ต้นนุ่น 100 ปี ที่เชื่อกันว่าเป็นพ่อแม่ของพระนางกลับมาเกิดแล้ว บริเวณหลังบ้านยังมีบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ของพระนาง ให้นักท่องเที่ยวได้มาตักเอากลับไปเพื่อความเป็นสิริมงคลอีกด้วย

“…ถ้าอยากรู้ตอนจบของเรื่องว่าประไหมสุหรีตายยังไง ลูกหลานไปอยู่ไหน คงต้องกลับมาเที่ยวอีกโอกาสหน้านะครับ” ประวิทย์ทิ้งทวนเรื่องราวของพระนางเลือดขาวให้เป็นน้ำจิ้มก่อนถึงท่าเรือ

ภาพความวุ่นวายของผู้คน และพาหนะ แสดงให้เห็น “ความแข็งแรง” ของลังกาวีที่ไม่เคยสร่างซาจากใจนักท่องเที่ยวเลย ในทางกลับกัน ยิ่งลังกาวีเจริญก้าวหน้ามากขึ้นเท่าไร คำสาปของวันมะห์ซูรีก็ดูจะศักดิ์สิทธิ์ขึ้นเท่านั้น

แม้จะมีบางความเห็นวิเคราะห์ถึงการเติบโตของเกาะลังกาวีที่ ใช้ตำนานพระนางมะห์ซูรีมาเป็นดาราชูโรงเพื่อสู้กับภูเก็ต ของประเทศไทยก็ตาม แต่การวางระบบการท่องเที่ยวแบบมองการณ์ไกล และแยบยลของ ดร.มหาธีร์ ก็แสดงให้เห็นถึงความเป็นมืออาชีพของมาเลเซียได้เป็นอย่างดี

หรือจะเป็นไปได้ว่า…ลังกาวี จะพ้นคำสาปเจ็ดชั่วอายุคนแล้วจริงๆ

ลังกาวี

การเดินทาง

การเดินทางไปเยือนถิ่นตำนานพระนางเลือดขาวสามารถเลือกเส้นทางได้ตามความ ถนัดของแต่ละคน โดยเส้นทางที่นักท่องเที่ยวชาวไทยนิยมใช้กันคือ การเดินทางด้วยเรือเฟอร์รี่ที่ท่าเรือตำมะลัง จ.สตูล มีบริการวันละ 3 เที่ยว ค่าโดยสารต่อเที่ยวผู้ใหญ่ 270 บาท เด็ก 200 บาท ตั๋วไป-กลับ ผู้ใหญ่ 540 บาท เด็ก 400 บาท โดยตารางเดินเรือจะมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอตามความเหมาะสมในช่วงเวลานั้นๆ สอบถามก่อนการเดินทางได้ที่โทร. 0-7471-1453 หรือ 0-7472-1960

สำหรับท่าอากาศยานนานาชาติเกาะลังกาวีอยู่ ที่ปาดัง มัตซีรัต ห่างจากเมืองกัวห์ประมาณ 20 กิโลเมตร และ 8 กิโลเมตร จากหาดรีสอร์ทที่ปันไต เชอนัง มี เที่ยวบินโดยตรงจากกัวลาลัมเปอร์ไปเกาะลังกาวีซึ่งบริการโดยสายการบิน มาเลเซียและสายการบินแอร์เอเชีย สัปดาห์ละ 5 ครั้ง บินตรงกรุงเทพฯ-ลังกาวี สัปดาห์ละ 3 ครั้ง โดยสายการบินไทยแอร์เอเชีย สำรองที่นั่งที่ 0-2519-9999

แคนเบอร์รา…ไม่มาไม่รู้

สนใจ ทัวร์ต่างประเทศ เชิญได้ที่ etravelway

แคนเบอร์รา…ไม่มาไม่รู้ (Lisa)

เมือง หลวงอันเงียบสงบของออสเตรเลีย ที่อาจไม่ได้อยู่ในรายการท่องเที่ยวอันดับต้นๆ ของใครต่อใคร หากที่นี่มีหลายสิ่งหลายอย่างที่จะทำให้คุณรู้จักออสเตรเลียดีขึ้น

ถ้า กรุงเทพฯ คือประเทศไทย ลอนดอนคืออังกฤษ และปารีสคือฝรั่งเศส มันดูเหมือนว่าเรารู้จักกันดีที่สุดของประเทศนั้นๆ มักเป็นเมืองหลวงของแต่ละประเทศ แต่สำหรับออสเตรเลียแล้ว เมืองที่คนส่วนใหญ่รู้จักดีที่สุด และไปเยือนมากที่สุดคือซิดนีย์ กลับไม่ใช่เมืองหลวงของประเทศ และเมืองหลวงของออสเตรเลียอย่าง “แคนเบอร์รา” ก็เป็นเมืองที่มักถูกผู้คนละลืมนามมาเยือนออสเตรเลีย ทั้งๆ ที่เมืองหลวงแห่งนี้ก็มีอะไรดีๆ หลายอย่างให้คุณเก็บความประทับใจกลับไปไม่น้อยหน้าเมืองอื่นๆ

เพราะฉะนั้น ทริปแสนสนุกของซิซซ์เลอร์และการท่องเที่ยวออสเตรเลีย จึงได้ใส่แคนเบอร์ราเข้ามาให้เราได้ไปเยือน เพื่อที่จะได้รู้จักความเป็นออสเตรเลียมากขึ้นอีกสักหน่อย

คารวะทหารกล้า

การเดินทางจากอิลลาวาร์ร่าไปยังแคนเบอร์ราบนถนนหาทางอันแสนสะดวก ใช้เวลาร่วม 3 ชั่วโมง เรามาถึงแคนเบอร์ราในราว 4 โมงครึ่ง และพุ่งตรงไปยัง Australian War Memorial เป็นแห่งแรก

พอล เทย์เลอร์ หนุ่มใหญ่จาก Australian Capital Tourism มารอต้อนรับเราอยู่ที่นี่ พร้อมกับไกด์หนุ่มหน้าหนาน ที่พาคณะของเรา “วิ่ง” ผ่านห้องต่างๆ ของอนุสรณ์สถานแห่งนี้อย่างรวดเร็ว เพราะที่นี่กำลังจะปิดภายใน 15 นาที นี้อยู่แล้ว แต่ทุกคนก็พอจับความตามที่ไกด์หนุ่มพยายามบอกเล่าได้ว่า อนุสรณ์สถานแห่งนี้สร้างขึ้นเพื่ออุทิศให้แก่ทหารของออสเตรเลีย ที่ถูกส่งไปช่วยศึกสงครามหลายแห่งทั่วโลก โดยรวบรวมเอาไว้ทั้งข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับสงครามแต่ละแห่ง อาวุธยุทโธปกรณ์ต่างๆ รวมไปถึงฉากจำลองชีวิตในสงคราม เพื่อให้ผู้คนได้เห็นความโหดร้ายของสงคราม ไปพร้อมกับการรำลึกถึงความเสียสละของเหล่าทหารหาญ

ถึงแม้จะได้แค่ “วิ่ง” ผ่านจุดต่างๆ ในอนุสรณ์สถาน แต่เราก็ได้เข้าร่วมพิธีปิดอนุสรณ์สถานซึ่งจัดขึ้นทุกวันตอน 5 โมงเย็น เพื่อให้เกียรติแก่ทหารผู้กล้า โดยมีการบรรเลงปี่สกอตและเครื่องดนตรีอื่นสลับกันไปในแต่ละวัน ท่ามกลางความเงียบและการส่งใจเพื่อไว้อาลัยแก่เหล่าทหารกล้า

ผจญภัยบนฟากฟ้า

ก่อนตะวันลับฟ้า เราได้เช็กอินที่โรงแรม Mantra on Northbourne ซึ่งตั้งอยู่ใจกลางเมืองแคนเบอร์รา และย่ำค่ำพอลก็พาพวกเราเดินไปยังร้านอาหารสุดชิคของเมืองที่ชื่อ Cream Café and Bar

หลังจบมื้ออาหาร เราถูกส่งเข้านอนกันแต่หัวค่ำ พร้อมทั้งเฉลยถึงโปรแกรมลึกลับที่ไม่ปรากฎอยู่ในโปรแกรมท่องเที่ยวมาก่อน นั่นก็คือการนั่งบอลลูนชมเมืองแคนเบอร์รา ซึ่งแม้จะฟังดูน่าตื่นเต้น แต่ก็ต้องแลกกับการตื่นตีห้า ท่ามกลางอุณหภูมิที่ลดต่ำลงกว่า 0 องศาในตอนเช้า

แต่ที่เป็นไฮไลต์ยิ่งไปกว่าดารได้ชมเมืองแคนเบอร์ราจากที่สูงคือ การช่วยเตรียมบอลลูนก่อนขึ้นสู่ฟ้า และการช่วยเก็บบอลลูนหลังจากลงสู่พื้นแล้วต่างหาก ที่ทำให้ชาวคณะหมดแรงไปตามๆ กัน และก็ทำให้อาหารมื้อเช้าที่ Promenade Café โรงแรมไฮเทในยามสายๆ ดูจะอร่อยเป็นพิเศษ

ทัวร์รัฐสภา

เพราะแคนเบอร์ราเป็นเมืองหลวง จึงเป็นที่ตั้งของสถานที่ราชการสำคัญๆ ทั้งหลาย รวมถึงรัฐสภาแห่งออสเตรเลีย ซึ่งเปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าชมได้ และเป็นที่นัดหมายของพวกเราต่อไปในสายวันนั้น

อาคารรัฐสภาแห่งนี้เป็นแห่งใหม่ที่ถูกสร้างขึ้นมาทดแทนอาคารเก่าที่เล็กเกิน ไปในปัจจุบัน โดยภายในอาคารได้นำเอาสัญลักษณ์ต่างๆ ของออสเตรเลียมาใช้มากมาย เช่น ลวดลายโมเสคขนาดใหญ่ ที่สื่อถึงพวกอะบอริจิน ซึ่งอาศัยอยู่ที่นี่ก่อนที่ชาวยุโรปจะเข้ามาตั้งรกราก หรือเสาหินอ่อนในห้องโถงด้านหน้า ที่สื่อถึงธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ของออสเตรเลีย เพราะฉะนั้น การเดินชมรัฐสภาที่นี่ จึงเป็นการทำให้เราเข้าใจถึงรากเหง้าของความเป็นออสเตรเลียอย่างชัดเจนขึ้น

นอกจากจะได้ชมอาคารสวยๆ แล้ว เรายังสามารถเข้าชมห้องประชุมของสภาผู้แทนฯ และวุฒิสภาได้ด้วย โดยการประชุมของทั้งสองสภานี้ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าชมได้ตลอดเวลา เพียงแต่ประชาชนชาวออสเตรเลียจะได้ชมศิลปะการต่อสู้หรือการปะทะคารมแบบเดียว กับที่เราได้เห็นในรัฐสภาบางประเทศหรือไม่นั้น ไม่มีใครยืนยัน

แปลงเป็นยักษ์ในเมืองจำลอง

หลังจากอิ่มเอมกับสาระและการชมวิวเมืองแคนเบอร์ราจากดาดฟ้าของรัฐสภากันแล้ว เราก็ไปหาอะไรน่ารักๆ ดูกันบ้างดีกว่าค่ะ

นั่นก็คือสวนเล็กๆ น่ารักๆ ที่ชื่อ Cockington Green Gardens ซึ่งเป็นสวนที่จำลองบ้านเมืองบนเกาะอังกฤษ ซึ่งเป็น “เมืองแม่” ของออสเตรเลียมาไว้ที่นี่ แต่ความพิเศษของมันก็คือ ขนาดของอาคารบ้านเรือนที่เล็กลงราวกับบ้านตุ๊กตา จนคนที่เดินผ่านไปผ่านมากลายเป็นยักษ์ใหญ่กันไปหมด

นอกจากสวนที่จำลองบ้านเมืองแบบอังกฤษมาให้ชมแล้ว ด้านในยังมีสวนนานาชาติที่จำลองอาคารสถานที่สำคัญจากทั่วโลกในขนาดกระจ้อย ร่อยเอามาไว้ในที่เดียวกัน ทำให้เราสามารถเดินทางรอบโลกได้ภายในเวลาไม่กี่นาที

ก่อนจะโบกมือลาแคนเบอร์ราหลังมื้ออาหารเที่ยงที่ Belluci’ s ดักพาเราขับรถไปชมสถานฑูตของประเทศต่างไ ที่รวมตัวอยู่ในบริเวณเดียวกัน โดนสถานฑูตแต่ละแห่งต่างก็งัดเอาสถาปัตย์และศิลปะของชาติตัวเองออกมาอวดกัน แบบพอหอมปากหอมคอ รวมถึงสถานฑูตไทยที่โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมแบบไทยๆ

วันเวลาที่แคนเอบร์ราช่างแสนสั้นนัก แต่ก็อย่างว่านั้นแหละ ถ้าไม่มาเราก็ไม่รู้ว่าแคนเบอร์ราก็มีมุมอันน่าประทับใจ และมีหลายสิ่งหลายอย่างที่กระตุ้นต่อมความอยาก…ที่จะกลับมาเยือนอีกสัก ครั้ง

Fast Facts

จาก ซิดนีย์สามารถเดินทางไปแคนเบอร์ราได้โดยสายการบินภายในประเทศ ใช้เวลา 50 นาที หรือเดินทางทางรถราว 3 ชั่วโมง และทางรถไฟ NSW CountryLink ใช้เวลา 4 ชั่วโมง

การเดินทางในแคนเบอร์รามีบริการรถประจำทางที่เรียกว่า ACTION Buses ที่ครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมดของแคนเบอร์รา แต่ในชั่วโมงเร่งด่วนอาจไม่สะดวกสบายนัก หรือถ้าชอบขี่จักรยาน แคนเบอร์ราเป็นเมืองที่เป็นมิตรต่อนักขี่จักรยาน ด้วยเส้นทางจักรยานรอบเมือง และบริการจักรยานให้เช่า

Australian War Memorial เปิดบริการตั้งแต่ 10.00 – 17.00 น. ส่วนรัฐสภาเปิดเวลา 09.00 – 17.00 น. ทั้งสองที่ปิดปีละครั้งในวันคริสต์มาส

Cockington Green Gardens เปิดบริการ 09.00 – 17.00 น. ปิดทุกวันคริสต์มายและบ็อกซิ่งเดย์ (หนึ่งวันหลังคริสต์มาส) ค่าเข้าชมสำหรับผู้ใหญ่ 16.50  เหรียญ และเด็ก (4 - 6) 9.00 เหรียญ

บริการบอลลูนชมเมืองโดย Balloon Aloft คลิกดูรายละเอียดได้ที่ www.canberraballoons.com.au